Showing posts with label Trivia. Show all posts
Showing posts with label Trivia. Show all posts

Thursday, 20 September 2012

Lessons about "sushi"


What is 'sushi'? How to eat sushi like Japanese? How many styles of sushi are there?

*Click on the image to enlarge











Source: cheftaro.com 


Monday, 18 June 2012

Sunday, 17 June 2012

Monday, 11 June 2012

“คาเอรุ”



คุณรู้หรือเปล่าว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอย่างน้อง “กบ” อ๊บๆ เนี่ย ในความเชื่อของคนญี่ปุ่นเขาถือว่าเป็นสัตว์เครื่องรางชนิดหนึ่งเหมือนกัน และเป็นนิยมติดตัวหรือตั้งไว้ตามหน้าร้านค้าต่างๆ ในญี่ปุ่นด้วย

เพราะในการออกเสียงของคำว่า “กบ”  ในภาษาญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า “คาเอรุ” (Kaeru) ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงของอีกคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า กลับมาหรือย้อนกลับมา  ซึ่งมีความเชื่อว่าถ้าพกเจ้าตุ๊กตากบตัวเล็กๆ ไว้ในกระเป๋า เวลาเราจ่ายตังค์ซื้อของหยิบแบงค์ออกไป แล้วสักวันหนึ่งมันจะย้อนกลับมาอยู่ในกระเป๋าตังค์เราอีกครั้งหนึ่ง พูดง่ายๆ ว่ามีเงินใช้ไม่ขาดมือนั้นแหละ และถ้าตั้งไว้หน้าร้านก็หมายถึงลูกค้าเจ้านั้นก็จะย้อนกลับมาใช้บริการอีกครั้งเช่นกัน 



เรื่องโดย : ทีมงาน www.marumura.com
ภาพประกอบโดย : Choco

  คำศัพท์  

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ   =  amphibian
เครื่องราง     =  amulet
พก          =  carry
ขาดมือ        =  run out of, be short of hands


Tuesday, 5 June 2012

เรื่องควรรู้...อย่าทำอย่างนี้....ที่ญี่ปุ่น


ได้ไปอ่านเจอบทความนึงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น ถือว่ารู้ไว้ก็ไม่เสียหาย บทความนี้มีที่มาจาก เกตุวดี www.marumura.com ซึ่งเธอเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงของเธอเอง ภาพประกอบก็น่ารักและตลกดี ไปอ่านกันเลยดีกว่า


*********************************************************


เห็นมีหลายคนไปเที่ยวญี่ปุ่นกันบางคนโชคดีได้เห็นซากุระ เก็บภาพมาฝากกันก็มี น่ารักจริงๆค่ะ :-) หลายคนบอกอยากกลับไปเที่ยวอีก หลายคนแอบเมสเสจมาบอก

ว่า หนูอยากลองใช้ชีวิตที่โน่นดู ชีวิตที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงคะ ในฐานะผู้ที่ผ่านการใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมาเกือบ 10 ปี กว่าจะเรียนรู้การใช้ชีวิต ต้องผ่านหยาดเหงื่อและรอยน้ำตามามาก กระซิกๆ

ในฐานะรุ่นพี่ในการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ก็มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ (ที่ไร้สาระมากๆ) มาเตือนท่านผู้อ่านกันค่ะ เวลาไปอยู่ญี่ปุ่น เราต้องระวังอะไรบ้างนะ?





อย่า (เสล่อ) โบกรถเมล์ 

เพราะคุณจะดูเหมือนคนโง่ที่พยายามโบกให้รถไฟฟ้า BTS จอด...

รถเมล์ญี่ปุ่นน่ารักเรียบร้อยเหมือนคนญี่ปุ่นเลย ตรงเวลามาก ที่ป้ายรถเมล์จะมีตารางเวลาบอกว่า รถเมล์คันไหนจะมากี่โมง กี่นาที คนขับจะจอดทุกป้าย ป้ายไหนไม่มีคนยืนรอก็ยังจอด (เพื่อรักษาเวลา จะได้ไม่ไปถึงป้ายหน้าก่อนเวลาที่กำหนด) กะเหรี่ยงไทย (อย่างเดี๊ยน) เวลาอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ชอบโบกรถเมล์ กลัวเหลือเกินว่าคนขับจะไม่จอด จะแซงป้าย อยู่ไปนานๆ ถึงค่อยรู้ว่า แค่ ยืนเฉยๆ หรือ สบตาคนขับ นิดหน่อยก็พอแล้ว

อิฮั้นอยู่ญี่ปุ่นมาเกือบสิบปี ยังไม่เคยเห็นรถเมล์ขับแข่งกัน ขับเลยป้าย ขับซิ่ง ขับลากคนไปนอนใต้ท้องรถเลย ท่านผู้อ่านหลายคนคงอิจฉา อยากให้ขสมก. บ้านเราเอาอย่างขสมญ. บ้าง (ขนส่งมวลชนแห่งญี่ปุ่น—คิดเองนะ) 





อย่าคุยกันในห้องน้ำ (Credit คุณ Pukku)
เพราะคนญี่ปุ่นจะตกใจ...

คนไทยโดยเฉพาะสาวๆ มักจะรักการพูดคุยจำนรรจา สาวไทยเม้าท์มอยกันได้แม้กระทั่งอยู่ในห้องน้ำ ต่างคนต่างปฏิบัติภารกิจคนละห้อง แต่เราก็ยังคุยไปปลดปล่อยพลังไปได้ ถ้ากำแพงห้องน้ำสูงหน่อยก็ตะโกนคุยกัน พฤติกรรมที่ว่ามานี้ อย่าไปทำที่ญี่ปุ่นเชียว สาวญี่ปุ่นเขาได้ยินแล้วเขาจะตกใจค่ะ เพราะ

1. มันเป็นภาษาต่างประเทศ เดินเข้ามาในห้องน้ำปุ๊บ จู่ๆ ได้ยินเสียงโหวกเหวกเป็นภาษาต่างชาติ เดี๋ยวเค้านึกว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติอะไร

2. เพราะคนญี่ปุ่นเขาไม่คุยกัน นัยว่า...มันไม่ง้ามไม่งามค่ะ ห้องน้ำที่ญี่ปุ่นจะเงียบมาก ถือเป็นสถานที่ส่วนตัว ต่างคนต่างล้างมือ แต่งหน้า ทาปาก ก็ทำกันไปเงียบๆ ไม่ยุ่งกับใคร ไม่คุยกับใคร จะวิพากษ์วิจารณ์เสื้อผ้าหน้าผมก็ค่อยออกไปคุยกันข้างนอก




อย่าทิ้งของกินที่หมดอายุแล้วทันที
เพราะมันยังกินต่อได้อีกหลายวัน...

ที่ญี่ปุ่น จะมีคำว่า ???? (โช-ฮิ-คิ-เก็ง) กับ ???? (โช-มิ-คิ-เก็ง) ตัวแรกแปลว่า “วันหมดอายุ” ตัวที่สองแปลว่า “วันหมดอายุที่อาหารอร่อย” (แปลอุบาทว์อีกแล้ว) วันหมดอายุคือ วันที่ของนั้นจะเสีย กินไม่ได้แล้ว ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เซ้นสิทีฟกับสุขภาพและสาธารณสุขของประชาชน มาก วันหมดอายุมักกำหนดล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุจริงประมาณ 2 – 3 วัน เพราะฉะนั้น เต้าหู้เอย นมสดเอย แม้จะหมดอายุแล้ว แต่คุณก็ยังสามารถทานได้ต่ออีกประมาณ 3 – 4 วันอย่างสบายๆ

ส่วน “โช-มิ-คิ-เก็ง” คือ วันสุดท้ายที่อาหารนั้นจะคงสภาพความสดและอร่อยอยู่ เช่น ถ้าห่อขนมติดว่า โช-มิ-คิ-เก็ง คือวันที่ 1 พฤษภาคม แปลว่า ขนมนั้นจะรสชาติดีจนถึงวันที่ 1 พ.ค. ถ้าเลยจากนั้น คุณยังทานได้ แต่เตือนก่อนว่าจะไม่อร่อยเท่าเดิมแล้วนะ (น่ารักเนอะ) เพราะฉะนั้น สินค้าแบบนี้ แม้จะเลยวันหมดอายุอร่อยแล้ว แต่เรายังกินต่อได้อีกเป็นอาทิตย์ค่ะ

หมายเหตุ: หากมีเหตุผิดพลาดประการใด ผู้เขียนบทความนี้ไม่ขอรับผิดชอบสุขภาพผู้อ่านใดๆ ทั้งสิ้น ;-) 




อย่าซื้อไข่สีเนื้อ
เพราะมันแพง...

ทราบไหมคะ ที่ญี่ปุ่น ไข่ไก่จะมีสองสี คือสีขาวกับสีเนื้อ ไก่ที่มีขนสีขาวจะไข่เป็นสีขาว ไก่ที่มีขนสีน้ำตาลจะไข่เป็นสีน้ำตาล ไม่ทราบทำไม แต่ราคาของไข่สีน้ำตาลจะแพงกว่าไข่สีขาว (ประมาณ 20%)

ตอนแรกที่ไปอยู่ญี่ปุ่น ก็ซื้อแต่ไข่สีเนื้อนี่แหละค่ะ เพราะนึกว่าไข่สีขาวมันคือไข่เป็ด จนรุ่นพี่มาบอกว่า เฮ้ย ทำไมไม่ซื้อไข่สีขาว ไข่ไก่เหมือนกัน ถูกกว่ากันด้วย




อย่าขึ้นรถไฟ JR (ถ้าเลือกได้)
เพราะมันแพงกว่า...

รถไฟ JR ย่อมาจาก Japanese Railways เป็นรถไฟที่เชื่อมทุกจังหวัดในญี่ปุ่น ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ใดก็ตาม คุณจะเห็นตรา JR แปะอยู่บนรถไฟทุกที่

ถ้าคุณต้องเดินทางเป็นระยะทางไกล (ดูง่ายๆ คือ นั่งรถไฟเกิน 30 นาที) และถ้ามีรถไฟท้องถิ่นสายอื่นวิ่งด้วย อย่านั่ง JR เพราะราคามักจะแพงกว่า เช่น ดิฉันเคยอยู่เมืองโกเบ ถ้านั่งรถไฟจากเมืองโกเบไปโอซาก้า ค่ารถไฟสาย Hanshin (ท้องถิ่น) ราคา 280 เยน ถ้านั่งสาย Hankyu (ท้องถิ่นอีกสาย) ราคา 310 เยน แต่ถ้านั่ง JR ราคามันพุ่งไปที่เกือบๆ 400 เยน (แม้มันจะเร็วกว่าเล็กน้อยก็ตาม) กะเหรี่ยงอย่างเรา เบี้ยน้อยหอยน้อย ต้องใช้สอยอย่างประหยัดกันค่ะ




อย่ารีบรับทิชชู่ที่เขาแจกฟรี
เพราะอาจมี โฆษณา XX แฝงได้...

เมืองไทยแจกใบปลิว ญี่ปุ่นแจกทิชชู่ ด้านหลังมักจะเป็นโฆษณาห้างร้านบริการต่างๆ คนแจกมักยืนแจกตามสี่แยกหรือสถานีรถไฟใหญ่ๆ ที่คนพลุกพล่าน ชาวกะเหรี่ยงไทยจะลิงโลดมากที่ได้ทิชชู่ห่อดีๆ ใช้ฟรีๆ หลายคนเดินไปกลับหลายรอบเพื่อรับทิชชู่

แต่... อย่าให้ความโลภบังตาค่ะ ระวังให้ดี ถ้าคนแจกเป็นผู้ชายดูเฟี้ยวๆ เฮ้วๆ ผมตั้งๆ เจาะหู เจาะจมูก ตัวผอมๆ ระวังทิชชู่ที่เขาแจกให้ดี โฆษณาที่เขาแจกอาจเป็นโฆษณาที่ชวนคุณไปทำงานลึกลับ ไปทำงานเอ๊กซ์ๆ เป็นรูปประหลาดๆ ก็มีค่ะ คุณอ่านไม่ออกน่ะ ไม่เป็นไร แต่เวลาคุณดึงมาใช้ คนญี่ปุ่นเขาเห็นแล้วเขาจะตกใจเอาค่ะ 



อย่าเปิดประตูรับ NHK 
เพราะคุณต้องเสียตังค์...

NHK เป็นสถานีโทรทัศน์ชื่อดังในญี่ปุ่น ผลิตรายการเพื่อการศึกษา สารคดี หนังละครดีๆ เยอะแยะมากมาย รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและควบคุม แต่ดันเรียกร้องจะเก็บค่ารับสัญญาณเดือนละ 2 พันกว่าเยน คนญี่ปุ่นแอนตี้มาก เพราะถือว่ารัฐบาลจัดการ เราก็จ่ายภาษีให้แล้ว ทำไมยังต้องเรี่ยไรเงินเพิ่มอีก

NHK ไม่ยอมแพ้ค่ะ ส่งพนักงานเดินเคาะประตูตามบ้าน บ้านใครจ่ายตังค์แล้วก็จะติดสติ๊กเกอร์ให้ แต่ถ้ายังไม่จ่าย... ก็ไม่ผิดกฎหมายอะไร (อ้าว...) ขนาดคนญี่ปุ่นยังไม่ยอมจ่ายเลย นักเรียนต่างชาติหรือกะเหรี่ยงบ่จี๊อย่างเรา ก็มักชิ่งการจ่าย NHK ทุกครั้งค่ะ

เมื่อได้ยินเสียงกดออด ส่องดูทุกครั้งนะคะว่ามีคนใส่สูทหรือชุดดูฟอร์ม่อลๆ หรือติดบัตร NHK หรือเปล่า ถ้าใช่ อย่าเปิดประตูไปเชียว เดี๋ยวเขาจะตื๊อให้คุณจ่ายโดยไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น

ถ้าคุณบังเอิ๊ญบังเอิญเปิดประตูด้วยความประมาท แล้วต้องประมือกับพนักงาน NHK เข้า คุณอาจใช้กลยุทธ์ต่อไปนี้ค่ะ
1. บอกว่าหนูเพิ่งย้ายมาใหม่ ในห้องไม่มีทีวี เพราะฉะนั้น เราดู NHK ไม่ได้
2. ทำเป็นฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง พูดภาษาไทยหรืออังกฤษหรืออะไรก็ได้ใส่ แล้วรีบปิดประตูทันที

มีพี่คนไทยคนหนึ่งเด็ดมาก จริงๆ เธอเป็นนักเรียน แต่พอเจอพนักงาน NHK เธอบอกว่า “โอ๊ตโตะ ไคฉะๆ นิฮงโก๊ะ วาคาราไน่” แปลว่า “สามี บริษัทๆ เดี๊ยนไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น” แล้วทำท่าตกใจลนลาน พนักงาน NHK ได้แต่ถอดใจล่าทัพกลับไป และเย็นวันนั้น เราชาวไทยก็ได้เฉลิมฉลอง สรรเสริญวีรกรรม และความสามารถในการเอาตัวรอดของพี่เขากัน ;-)



Wednesday, 20 April 2011

ผงซักฟอกยี่ห้อแรกในประเทศไทย




หากจะพูดถึงเรื่องราวของการซักผ้าของชาวสยามก่อนที่จะมีผงซักฟอกใช้แล้ว


หลายๆคนคงเคยสงสัยเหมือนกันว่า ในสมัยก่อนที่วิถีชีวิตของคนไทยเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานและคลุกคลีอยู่กับดินกับป่านั้น เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ใส่แต่ละวันก็คงจะสกปรกเอาเรื่อง แล้วชาวสยามในสมัยก่อนนั้นเค้าขจัดคราบสกปรกบนเสื้อผ้าได้ยังไงกัน

วันนี้มีคำตอบสำหรับข้อสงสัยนี้มาเล่าให้ฟังค่ะ


หากเปรียบเทียบระหว่างสมัยก่อนกับสมัยนี้แล้ว  การซักผ้าในสมัยก่อนนั้นลำบากกว่าสมัยนี้อย่างเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว


หญิงชาวสยามสมัยก่อนจะมีอุปกรณ์การซักผ้าอย่างหนึ่งที่เราไม่เห็นกันแล้วสมัยนี้นั่นก็คือไม้ทุบผ้า.. ที่เอาไว้ทุบคราบเหงื่อไคลบนเสื้อผ้าออก ซึ่งการทุบให้คราบออกได้นั้น ก็จะต้องใช้แรงเยอะเลยค่ะ กว่าจะซักเสร็จเนี่ย.. เรียกว่ากล้ามขึ้นกันเลย


แต่หากเป็นคราบสกปรกที่ติดแน่นหน่อย หญิงสยามจะใช้น้ำด่างจากขี้เถ้าไม้แสม (หรือก็คือน้ำที่ได้จากการนำขี้เถ้าไม้แสมมาต้ม แล้วทิ้งค้างคืนไว้ให้ขี้เถ้าตกตะกอน) มาใช้เป็นน้ำแช่ผ้าเพื่อสลายคราบสกปรกก่อนนำไปทุบหรือขยี้  หลังจากทุบหรือขยี้เสร็จแล้วก็อาจจะมีการนำไปต้มในลังถึง(ซึ้ง) เพื่อขจัดคราบเหงื่อไคลก่อน แล้วจึงนำมาล้างตากได้


และนอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้หอมหัวใหญ่ฝานแล้วทาลงบนคราบก่อนซักได้อีกด้วยนะคะซึ่งมีคุณสมบัติขจัดคราบสกปรกได้ดี โดยเฉพาะผ้าเนื้อหนาอย่างผ้าไหมค่ะ



คนไทยใช้วิธีเหล่านี้ในการซักผ้ามานมนาน จนกระทั่งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2470 ได้มีการนำสบู่เข้ามาใช้ในสยามเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเป็นที่ฮือฮาเลยทีเดียวค่ะ เพราะพอสบู่เข้ามาในสยามตอนนั้นก็ได้ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทยไปหลายๆอย่าง ซึ่งง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

จากการใช้ไม้ทุบผ้าซักผ้า.. ชาวสยามก็เริ่มใช้สบู่ซักผ้าแทน
จากการใช้มะขามเปียกอาบน้ำ.. ชาวสยามก็เริ่มใช้สบู่อาบน้ำแทน
จากการใช้มะนาวล้างจาน.. ชาวสยามก็เริ่มใช้สบู่ล้างจานแทน
สบู่สมัยนั้นเรียกว่าเป็นสบู่เอนกประสงค์เลยทีเดียวค่ะ

ก้อนเดียวใช้ชำระล้างคราบสกปรกได้ทุกอย่าง
แล้วสบู่สมัยนั้น ก้อนเท่าบ้านเลยนะเออ
อย่างสบู่ซันไลต์ ก้อนเบ้อเร่อแบบนี้






(นอกจากนี้ยังมีสบู่ตราธง สบู่ตราเป็ด ที่เป็นที่นิยมมากในขณะนั้น เพราะราคาถูกกว่า)

และหลังจากที่ชาวสยามใช้สบู่เอนกประสงค์กันได้ไม่นาน ก็มีสุดยอดการคิดค้นสิ่งมหัศจรรย์ (สำหรับชาวสยามเวลานั้น) นั่นก็คือผงซักฟอก ซึ่งมีการผลิตใช้ในสยามเมื่อปี พ.ศ.2475 โดยยี่ห้อแรกที่มีขายคือ “พรรณอร” (ซื้อได้ที่รถขายยาเท่านั้น) ซึ่งเป็นผงซักฟองที่ต้องละลายในน้ำเดือด ก่อนนำผ้าแช่ลงไปในนั้นแล้วบิดตาก แต่ด้วยความที่มีกลิ่นสารเคมีค่อนข้างฉุน จึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ชาวสยามก็ได้รู้จักกับผงมหัศจรรย์ชนิดใหม่ที่มีกลิ่นหอม และมีวิธีการซักที่ง่าย เพียงละลายกับน้ำแล้วนำผ้าลงขยี้ และแน่นอน.. ผงมหัศจรรย์ชนิดใหม่ที่ว่ามันจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก..





(แฟ้บ เป็นผงซักฟอกที่เป็นที่นิยมยี่ห้อแรก สมัยนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และถูกนำชื่อยี่ห้อมาใช้เรียกแทนผงซักฟอกทุกยี่ห้อไปช่วงหนึ่งเลยทีเดียว)


และจากนั้นก็มี..



ก่อนที่ผงซักฟอกและผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดต่างๆจะถูกพัฒนาและมีให้เลือกใช้กันเกลื่อนมาจนถึงทุกวันนี้


และนี้ก็เป็น โฆษณา แฟ้บ รุ่นแรกๆของคนไทยค่ะ







ที่มา: ฟอร์เวิร์ดเมล




Saturday, 5 March 2011

เรื่องเกี่ยวกับประชากรโลก ที่คุณอาจไม่เคยรู้!



ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nationalgeographic.com



เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมล์ ของอังกฤษ รายงานว่า นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้เปิดเผยเค้าโครงหน้าของคนที่สามารถพบเห็นได้มากที่สุดในโลก หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ใบหน้าของคนหน้าโหลที่สุดในโลกนั่นเอง 


โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์ปักกิ่ง ประเทศจีน ในการเก็บสถิติเกี่ยวกับใบหน้าที่พบเห็นได้มากที่สุดในโลก โดยใช้เวลาในการศึกษามากว่า 10 ปี เพื่อรวบรวมใบหน้าคนทั่วโลกมาวิเคราะห์ และพบว่า ลักษณะใบหน้าที่สามารถพบเห็นกันเกลื่อนตามท้องถนน คือ ใบหน้าตามแบบฉบับของชาวจีนที่เห็นดังภาพ ซึ่งผู้ที่มีใบหน้าในลักษณะนี้ มีจำนวนมากถึง 9 ล้านคนทั่วโลกเลยทีเดียว  

ใบหน้าดังกล่าวถูกนำไปตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ประจำเดือนมีนาคม ที่นำเสนอผลวิจัยหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับประชากรบนโลก ซึ่งนอกจากจะมีเรื่องของใบหน้าที่พบเห็นได้มากที่สุดในโลกแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งเรานำมาฝากกันเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนี้



  •  คนทั่วโลกส่วนใหญ่ถนัดมือขวา
  • คนทั่วโลกส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 422,880 บาทต่อปี
  • คนทั่วโลกส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีบัญชีเงินฝากในธนาคาร
  • อายุเฉลี่ยของประชากรบนโลกอยู่ที่ 28 ปี!!
  • กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก คือ ฮั่น
  • ประชากรชายฮอลแลนด์มีส่วนสูงเฉลี่ยที่ 5 ฟุต 11 นิ้ว หรือ 178 เซนติเมตร ขณะที่ชายชาว    เปรูมีส่วนสูงเฉลี่ยเพียง 5 ฟุต 5 นิ้ว หรือ 162 เซนติเมตร
  • ประชากรหญิงชาวญี่ปุ่น มีอายุเฉลี่ย 86 ปี ขณะที่หญิงชาวอัฟกานิสถานมีอายุเฉลี่ยเพียง 45 ปีเท่านั้น
  • ประชากรชาวอเมริกันใช้น้ำเฉลี่ยคนละ 100 แกลลอนต่อวัน ขณะที่เอธิโอเปียใช้น้ำวันละ 2.5 แกลลอนเท่านั้น (และต้องใช้เวลารวบรวมน้ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันกว่าจะได้นำมาบริโภค)
  • ภาษาพูดที่ใช้กันมากที่สุดในโลก ได้แก่ แมนดาริน คิดเป็น 13% ของทั้งหมด ขณะที่คนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดเพียง 5% เท่านั้น
  • 19 % ของประชากรทั้งหมดเป็นชาวจีน ขณะที่ 4% เป็นชาวอเมริกัน
  • 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์, 21% เป็นมุสลิม และ 13% นับถือศาสนาฮินดู
  • ประชากร 51% อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่
  • ประชากร 40% ทำงานภาคการบริการ, 38% ทำงานภาคอุตสาหกรรม, และ 22% ทำเกษตรกรรม
  • ประชากรมากกว่า 4 ใน 5 ของทั้งหมด ได้รับการศึกษา








ที่มา: kapook.com

Thursday, 17 February 2011

8 Germiest Public Places

Avoid touching these surfaces in public places to stay healthy.

From List Maker’s Get-Healthy Guide
Content provided by:
Women's Health
An average adult can touch as many as 30 objects within a minute, including germ-harboring, high-traffic surfaces such as light switches, doorknobs, phone receivers, and remote controls. At home, you do all that you can to keep the germs at bay. But what happens when you step out the door to go to dinner, do some grocery shopping, or visit the doctor's office? Know where germs are most likely to lurk, as you'll find out here.





  Restaurant menus 


Have you ever seen anyone wash off a menu? Probably not. A recent study in the Journal of Medical Virology reported that cold and flu viruses can survive for 18 hours on hard surfaces. If it's a popular restaurant, hundreds of people could be handling the menus--and passing their germs on to you. Never let a menu touch your plate or silverware, and wash your hands after you place your order.


 


  Lemon wedges 


According to a 2007 study in the Journal of Environmental Health, nearly 70% of the lemon wedges perched on the rims of restaurant glasses contain disease-causing microbes. When the researchers ordered drinks at 21 different restaurants, they found 25 different microorganisms lingering on the 76 lemons that they secured, including E. coli and other fecal bacteria. Tell your server that you'd prefer your beverage sans fruit. Why risk it?



 


  Condiment dispensers 


It's the rare eatery that regularly bleaches its condiment containers. And the reality is that many people don't wash their hands before eating, says Kelly Reynolds, PhD. So while you may be diligent, the guy who poured the ketchup before you may not have been, which means his germs are now on your fries. Squirt hand sanitizer on the outside of the condiment bottle or use a disinfectant wipe before you grab it. Holding the bottle with a napkin won't help; napkins are porous, so microorganisms can pass right through, Reynolds says.

 


  Restroom door handles 



Don't think you can escape the restroom without touching the door handle? Palm a spare paper towel after you wash up and use it to grasp the handle. Yes, other patrons may think you're a germ-phobe--but you'll never see them again, and you're the one who won't get sick.
 
 
 


  Soap dispensers 


About 25% of public restroom dispensers are contaminated with fecal bacteria. Soap that harbors bacteria may seem ironic, but that's exactly what a recent study found. "Most of these containers are never cleaned, so bacteria grow as the soap scum builds up," says Charles Gerba, PhD. "And the bottoms are touched by dirty hands, so there's a continuous culture feeding millions of bacteria." Be sure to scrub hands thoroughly with plenty of hot water for 15 to 20 seconds--and if you happen to have an alcohol-based hand sanitizer, use that, too.


 

  Grocery carts 


The handles of almost two-thirds of the shopping carts tested in a 2007 study at the University of Arizona were contaminated with fecal bacteria. In fact, the bacterial counts of the carts exceeded those of the average public restroom. Swab the handle with a disinfectant wipe before grabbing hold (stores are starting to provide them, so look around for a dispenser). And while you're wheeling around the supermarket, skip the free food samples, which are nothing more than communal hand-to-germ-to-mouth zones.


 

  Airplane bathrooms 


When Gerba tested for microbes in the bathrooms of commercial jets, he found surfaces from faucets to doorknobs to be contaminated with E. coli. It's not surprising, then, that you're 100 times more likely to catch a cold when you're airborne, according to a recent study in the Journal of Environmental Health Research. To protect yourself, try taking green tea supplements. In a 2007 study from the University of Florida, people who took a 450-milligram green tea supplement twice a day for 3 months had one-third fewer days of cold symptoms. The supplement brand used in the study was Immune Guard ($30 for 60 pills; immune-guard.us).


 

  Doctor's office 


A doctor's office is not the place to be if you're trying to avoid germs. These tips can help limit your exposure.
1. Take your own books and magazines (and kid's toys, if you have your children or grandchildren with you).
2. Also pack your own tissues and hand sanitizers, which should be at least 60% alcohol content.
3. In the waiting room, leave at least two chairs between you and the other patients to reduce your chances of picking up their bugs. Germ droplets from coughing and sneezing can travel about 3 feet before falling to the floor.


 via MSN > Health

Thursday, 20 January 2011

Google Doodle Honors Kennedy Inauguration 50th Anniversary





Google's Thursday homepage doodle celebrates the 50th anniversary of President John F. Kennedy's inaugural address.

The letters in the Google logo are spelled out using words from Kennedy's speech, with the second "G" featuring a drawing of the former president.

The speech, presented on January 20, 1961, includes the iconic line: "And so, my fellow Americans: ask not what your country can do for you—ask what you can do for your country."




In that speech, Kennedy also acknowledged that "the world is very different now," and reached out to those across the country and the globe, from old allies and new states to those in third-world countries and sister republics south of our border.

"So let us begin anew—remembering on both sides that civility is not a sign of weakness, and sincerity is always subject to proof. Let us never negotiate out of fear. But let us never fear to negotiate," he said.

Kennedy was assassinated on November 22, 1963 in Dallas, Texas.



Source: pcmag

Sunday, 7 November 2010

สมุดภาพปฐมโพธิกถา



สมุดภาพปฐมโพธิกถา


วรรณคดีพระพุทธศาสนาพากษ์ไทย คัมภีร์แสดงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์ ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ภาพจิตรกรรมทั้งหมดที่ปรากฎบนหนังสือปฐมโพธิกถาเล่มนี้ ได้รับการบรรจงสร้างสรรค์ด้วยความวิจิตรปราณีตด้วยจิตอันบริสุทธิ์ของศิลปินเพื่อจารึกไว้ในบรรณพิภพและสนอง พระมหากรุณาธิคุณแห่ะพระบรมศาสดาให้เจริญแพร่หลายในบรรณพิภพ ด้วยการสร้างสรรค์วิจิตรกรรมของจิตรกรผู้มีพระคุณชื่อ อาจารย์ กฤษณะ สุริยกานต์


29 ปริเฉท อย่างย่อ

(ที่มาจากมหาลัยศิลปากร)


พุทธประวัติ เริ่มเรื่องตั้งแต่ปริเฉทที่ 1 เรื่อยไปจนถึงปริเฉทที่ 29 ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดแต่ละปริเฉทโดยย่อตามลำดับ ดังนี้


ปริเฉทที่ 1 วิวาหมงคลปริวรรต กล่าวถึงความเป็นมาของวงศ์ทางพระชนกและพระชนนีของเจ้าชายสิทธัตถะ คือพระเจ้าสุทโธทนะ (ศากยวงศ์) และพระนางศิริมหามายา(โกลิยวงศ์) เป็นลำดับ จนถึงตอนอภิเษกสมรสของทั้ง 2 พระองค์




ปริเฉทที่ 2 ดุสิตปริวรรต กล่าวถึงเทพยดาทั้งหลายอันมีท้าวมหาพรหมเป็นประธานได้อัญเชิญโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์ของพระนางศิริมหามายา




ปริเฉทที่ 3 คัพภานิกขมนปริวรรต กล่าวถึงพระนางศิริมหามายาประสูติพระราชโอรส ณ. สวนลุมพินีวันพร้อมด้วยสหชาติทั้ง 7 คือ นางพิมพา (อัครมเหสี) พระอานนท์ (พุทธอุปัฏฐาก) นายฉันนะ (ผู้นำเสด็จออกผนวช) ม้ากัณฐกะอัศวราช (ม้าที่นำเสด็จออกผนวช) ไม้มหาโพธิ์ (ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้) ขุมทองทั้ง 4 และกาฬุทายีอำมาตย์ (ผู้อัญเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพุทธบิดา)





ปริเฉทที่ 4 ลักขณปริคคาหกปริวรรต กล่าวถึงสิทธัตถะกุมารทรงทำปาฏิหารย์เสด็จขึ้นไปยืนบนชฎาของกาฬเทวิลดาบสหลังประสูติได้ 5 วัน ต่อมาพระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ผู้ทรงวิชา 8 คนมาทำนายลักษณะของพระกุมาร การทำนายในครั้งนั้นพราหมณ์ 7 คนได้ทำนายเป็นอย่างเดียวกันว่า หากพระกุมารอยู่ในเพศฆราวาสจะได้เป็นพระมหาจักพรรดิ์แต่หากบรรพชาจะได้ตรัสรู้เป็นพระศาสดา มีโกณฑัญญะพราหมณ์ผู้เดียวที่ถวายคำทำนายเป็นอย่างเดียวว่าพระกุมารจะเสด็จออกผนวชและได้บรรลุโพธิสมภาณ





ปริเฉทที่ 5 ราชาภิเษกปริวรรต กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระราชมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะหลังประสูติได้ 7 วันแล้วได้บังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตตามประเพณีของพุทธมารดา พระเจ้าสุทโธทนะซึ่งตั้งพระทัยจะให้สิทธัตถะกุมารได้เป็นพระมหาจักพรรดิ์จึงบำรุงบำเรอความสุขทุกประการต่อโอรส โดยสร้างปราสาท 3 ฤดูประทานและได้ตรัสขอพระราชธิดาจากพระญาติให้ เมื่อเจ้าชายมีพระชนมายุได้ 16 พรรษาได้ประลองศิลปศาสตร์ให้เป็นที่ประจักต่อพระญาติทั้งหลาย ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันยกพระราชธิดารวม 40,000 นางให้เป็นชายา เจ้าชายสิทธัตถะได้ยกพระนางพิมพาขึ้นเป็นพระอัครมเหสี




ปริเฉทที่ 6 มหาภินิกขมณปริวรรต เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ 29 พรรษา ได้เสด็จประพาสอุทยานพบกับคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะที่เทวดานิมิต ทรงสังเวชพระทัยจึงตัดสินใจออกผนวชในคืนวันนั้น ก่อนออกผนวชพระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรพระราหุล โอรสที่เพิ่งประสูติและพระนางพิมพาพระชายาแล้วจึงเสด็จพร้อมด้วยนายฉันนะและม้ากัณฐกะ เมื่อถึงริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราจึงได้ตัดพระเกศาลาเพศฆราวาส พระอินทร์จึงอัญเชิญพระเกศานั้นไปประดิษฐานยังเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงส์สวรรค์ ฝ่ายท้าวฆฎิกาพรหมได้นำอัฐบริขารทั้ง 8 มาถวาย พร้อมทั้งอัญเชิญพระภูษาไปประดิษฐานยังทุสสเจดีย์บนพรหมโลก










ปริเฉทที่ 7 ทุกรกิริยาปริวรรต นายฉันนะและม้ากัณฐกะนำอาภรณ์ของสิทธัตถะกลับกรุงกบิลพัสดุ์แต่ม้ากัณฐกะอกแตกตายด้วยความเศร้าก่อนถึงพระนคร ข้างฝ่ายพระสิทธัตถะได้เข้าศึกษายังสำนักต่างๆแต่ไม่พบหนทางตรัสรู้ จึงเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาพบกับพราหมณ์ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ พราหมณ์ทั้ง 5 ได้ปรนนิบัติพระองค์ขณะที่ทรงกระทำทุกรกิริยาเป็นเวลา 6 พรรษา แต่ด้วยการกระทำที่ตึงจนเกินไปนี้พระอินทร์จึงได้ดีดพิณ 3 สายถวายเพื่อชี้ให้เห็นถึงทางสายกลาง ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เลิกกระทำทุกรกริยาแล้วพราหมณ์ทั้งหมดจึงละทิ้งพระองค์ไป





ปริเฉทที่ 8 พุทธบูชาปริวรรต กล่าวถึงนางสุชาดาและบริวารได้หุงข้าวมธุปายาสถวายต่อพระสิทธัตถะ หลังจากพระพุทธองค์เสวยแล้วได้ทรงลอยถาดที่ใส่ของถวายพร้อมทั้งตั้งอธิฐานจิตหากได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้ถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำ ถาดนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำตามที่ทรงอธิษฐานราว 80 ศอกจึงจมลงสู่วิมานของพระยานาคราชกระทบกับถาดของพระอดีตพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่เคยอธิษฐานไว้เช่นเดียวกัน




ปริเฉทที่ 9 มารวิชัยปริวรรต พระยาวัสดีมารได้ยกกองทัพมารมาสำแดงอิทธิฤทธิ์นานัปการจนเทวดาที่มาเฝ้าแหนชื่นชมบารมีต่างหลบหนีไปสิ้น พระสิทธัตถะจึงเหยียดนิ้วพระหัตถ์ลงธรณี เรียกพระแม่ธรณีขึ้นมาเป็นพยานการประกอบทานบารมีของพระองค์ในอดีตชาติ พระแม่ธรณีจึงปรากฏเฉพาะพระพักตร์บิดเอาน้ำจากพระโมฬีที่สิทธัตถะเคยหลั่งทักษิโณทกใหลท่วมจนกองทัพมารแตกพ่ายไป




ปริเฉทที่ 10 อภิสัมโพธิปริวรรต พระสิทธัตถะทรงประทับสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในวันเพ็ญเดือน 6 ยามปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม พิจารณาญาณต่างๆจนตรัสรู้อริยสัจ 4


ปริเฉทที่ 11 โพธิสัพพัญญูปริวรรต ภายหลังตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุติสุข ณ. สัตตมหาสถานทั้ง 7 แห่ง แห่งละสัปดาห์ ดังนี้

สัปดาห์ที่ 1 ประทับบนรัตนบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ท่ามกลางเทพยดาที่มาชื่นชมบารมี




สัปดาห์ที่ 2 ประทับลืมพระเนตรพิจารณามหาโพธิบัลลังก์ (อนิมิสเจดีย์)

สัปดาห์ที่ 3 ประทับจงกรม

สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งในเรือนพิจารณาหลักธรรมจนบังเกิดฉัพพรรณรังสีรอบพระวรกาย

สัปดาห์ที่ 5 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นอัชปาลนิโครธ (ต้นไทร) ในครั้งนี้ธิดาพระยาวัสดีมารได้เข้ายั่วยวนด้วยกิเลสทั้งปวงแต่พระพุทธองค์ทรงขับไล่จนแตกพ่ายไป




สัปดาห์ที่ 6 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ครั้นประทับอยู่ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พระยานาคมุจลินท์จึงขึ้นมาแผ่พังพานปกคลุมพระวรกาย หลังฝนหยุดตกแล้ว จึงแปลงกายเป็นหนุ่มน้อยถวายอัญชลีต่อพระพุทธองค์




สัปดาห์ที่ 7 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นราชายตนะพฤก พระอินทร์ได้ลงมาถวายผลสมออันเป็นทิพย์โอสถ และในสัปดาห์นี้พานิช 2 พี่น้องคือ ตปุสสะและภัลลิกะได้นำสตุก้อนและสตุผงมาถวาย พระพุทธองค์ทรงรับสตุนั้นด้วยบาตรที่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ได้นำมาถวายโดยสมานให้เป็นใบเดียว




ปริเฉทที่ 12 พรหมัชเฌสนปริวรรต ท้าวสหัมบดีพรหมและเหล่าเทวดาลงมาอาราธนาพระพุทธองค์แสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลาย


ปริเฉทที่ 13 ธัมมจักกปริวรรต พระพุทธองค์เสด็จสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีจนบรรลุโพธิญาณ




ปริเฉทที่ 14 ยสบรรพชาปริวรรต กล่าวถึงยสะบุตรของเศรษฐีผู้หนึ่งซึ่งเกิดความเบื่อหน่ายในกามคุณ ได้ดำเนินไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันพบกับพระพุทธองค์ที่กำลังจงกรมอยู่ พระพุทธองค์ได้เทศนาอริยสัจ 4 โปรดยสะจนได้ดวงตาเห็นธรรมขอบรรพชาเป็นพระสงฆ์สาวกในพุทธศาสนา ฝ่ายบิดาของพระยสะได้ออกตามหาบุตรครั้นเห็นรองเท้าวางอยู่ในที่ประทับของพระพุทธองค์จึงเข้าไปอภิวาท พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโปรดบิดาแห่งพระยสะจนบรรลุโสดาบัน บิดาของพระยสะจึงประกาศตนเป็นปฐมอุบาสกในพุทธศาสนา เศรษฐีได้อาราธนาพระพุทธเจ้าและพระยสะเข้าไปฉันอาหารยังเคหะสถาน ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้เทศนาโปรดมารดา ภรรยา และเหล่าสหายของพระยสะจนบรรลุโสดาบัน มารดาและภรรยาของพระยสะจึงประกาศตนเป็นปฐมอุบาสิกาคู่แรก ฝ่ายสหายของพระยสะต่างบรรพชาเป็นสาวกของพระพุทธองค์




ปริเฉทที่ 15 อุรุเวลคมนปริวรรต กล่าวถึง พระพุทธองค์ทรงโปรดชฎิล 3 พี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ชฎิลทั้ง 3 ล้วนมีทิฐิต่อพระพุทธองค์จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ปราบจนทั้ง 3 ยอมแพ้ขออุปสมบทพร้อมด้วยเหล่าบริวาร


ปริเฉทที่ 16 อัครสาวสกบรรพชาปริวรรต ครั้งนั้นอุปติสะกับโกลิตะบุตรพราหมณ์ได้เลื่อมใสในพุทธศาสนาจึงพากันมาพร้อมด้วยบริวารเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขออุปสมบท ภายหลังอุปสมบทแล้วอุปติสะได้นามว่าพระสารีบุตร ส่วนโกลิตะได้นามว่าพระโมคคัลลานะ พระที่บวชในคราวนั้นล้วนแต่บรรลุอรหันต์ก่อนทั้งหมด ยกเว้นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่บรรลุในภายหลัง




ปริเฉทที่ 17 กปิลวัตถุคมณปริวรรต เมื่อพุทธบิดาสุทโธทนะทราบข่าวพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ จึงได้ส่งอำมาตย์พร้อมด้วยบริวารมาอาราธนาทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ถึง 9 ครั้ง เนื่องด้วยอำมาตย์และบริวารเหล่านั้นต่างศรัทธาในพุทธศาสนาขออุปสมบทเสียทุกครั้ง ในครั้งที่ 9 กาฬุทายีอำมาตย์พร้อมบริวารก็ได้อุปสมบทเช่นเดียวกันแต่หลังจากอุปสมบทแล้ว 7 วันได้ทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพุทธบิดา พระพุทธองค์ได้ตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดกประทานพุทธบิดาและเหล่าประยูรญาติ


ปริเฉทที่ 18 พิมพาพิลาปปริวรรต พระนางพิมพาได้ชี้แนะให้พระราหุลโอรสทอดพระเนตรพุทธบิดาขณะกำลังบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทราบดังนั้นจึงทูลเชิญพระพุทธเจ้าเข้าบิณฑบาตภายในเคหะสถาน นางพิมพาทรงน้อยพระทัยที่พระพุทธองค์ทอดทิ้ง จึงไม่ออกมาเข้าเฝ้า พระพุทธองค์จึงแสดงธรรมเทศนาจันทกินรชาดกโปรดนางพิมพาจนบรรลุโสดาบัน




ปริเฉทที่ 19 สักยบรรพชาปริวรรต เหล่าประยูรญาติของพระพุทธจ้า ทั้งพระอานนท์ พุทธอนุชา พระราหุลโอรส พระเทวทัตต์และอีกหลายพระองค์ได้ทูลขออุปสมบท ต่อมาพระเทวทัตต์คิดร้ายต่อพระพุทธองค์กลิ้งหินลงมาจากเขาคิชกูฏจนข้อพระบาทห้อพระโลหิต อีกทั้งยังปล่อยช้างนาฬาคีรีประทุษร้ายขณะทรงบิณฑบาต ท้ายที่สุดพระเทวทัตต์จึงถูกแผ่นดินสูบจมหายไป


ปริเฉทที่ 20 เมตตไตยพยากรณ์ปริวรรต พระเมตไตยโพธิสัตว์ซึ่งถือกำเนิดเป็นโอรสของพระเจ้าอชาตศัตูมีนามว่าอชิตกุมาร ต่อมาได้อุปสมบทและได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป


ปริเฉทที่ 21 พุทธปิตุนิพพานปริวรรต ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทราบว่าพุทธบิดาประชวรหนักจึงเสด็จไปเยี่ยมและแสดงธรรมถวายจนบรรลุอรหันต์ก่อนนิพพาน ต่อมาพระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาติให้สตรีสามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้จากการทูลอ้อนวอนขอของพระอานนท์


ปริเฉทที่ 22 ยมกปาฎิหารย์ปรวรรต เศรษฐีแห่งกรุงราชคฤห์ได้ประกาศท้าให้พระผู้สำเร็จอรหันต์เหาะขึ้นไปเอาบาตรที่แขวนอยู่บนยอดไม้ พวกเดียรถีย์ได้ขันอาสาแต่ไม่สามารถเหาะได้ พระบิณโฑลภารทวาชและพระโมคคัลลานะจึงได้แสดงปาฏิหาริย์เหาะนำบาตรนั้นลงมา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรงห้ามปรามไม่ให้ภิกษุสงฆ์แสดงปาฏิหารย์อีกต่อไป ฝ่ายเดียรถีย์ซึ่งเหาะไม่ได้แต่ได้พูดโอ้อวดตนไม่ลดละ พระพุทธเจ้าจึงตรัสจะกระทำปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์ในวันเพ็ญเดือน 8 ใต้ต้นมะม่วง ณ. กรุงสาวัตถี เมื่อถึงกำหนดพระพุทธองค์ จึงเสด็จจงกรมกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเหล่าเดียรถีย์จนหลบหนีไป


ปริเฉทที่ 23 เทศนาปริวรรต พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปยังดาวดึงส์สวรรค์เพื่อรอพระอินทร์อัญเชิญพุทธมารดาลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วจึงแสดงธรรมเรื่องสัตตปกรณาภิธรรมโปรดพุทธมารดาจนบรรลุโสดาบัน


ปริเฉทที่ 24 เทโวโรหนปริวรรต พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาบนดาวดึงส์สวรรค์เป็นเวลา 3 เดือนจึงเสด็จลง ในครั้งนั้นพระอินทร์ได้เนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้วพาดจากยอดเขาพระสุเมรุลงสู่เมืองสังกัสสะ และเสด็จพร้อมด้วยพระพรหมและเทวดาทั้งหลายมาส่งเสด็จ




ปริเฉทที่ 25 อัครสาวกนิพพานปริวรรต ในพรรษาที่ 45 ของพระพุทธองค์ พระสารีบุตรได้กราบลากลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนพระมารดาและทูลขอนิพพาน ฝ่ายพระโมคคัลลานะ ได้ประสบกรรมเก่าถูกพวกโจรทุบตีจนกระดูกแหลกจึงทูลลานิพพานต่อพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน


ปริเฉทที่ 26 มหาปรินิพพานปริวรรต เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนม์ 80 พรรษา พระยาวัสดีมารได้ทูลอาราธนาให้เสด็จสู่นิพพาน พระพุทธองค์ตรัสรับนิพพานนั้น เมื่อครบกำหนด 3 เดือนจึงเสด็จนิพพาน ณ. กรุงกุสินาราในวันเพ็ญเดือน 6




ปริเฉทที่ 27 ธาตุวิภัชนน์ปริวรรต ในวาระที่ถวายเพลิงพระศพของพระพุทธองค์ไม่สามารถจุดไฟให้ติดได้ จนกระทั่งพระมหากัสสปะได้มากราบพระบาทไฟจึงจุดติด หลังถวายเพลิงพระศพแล้ว โทณพราหมณ์ทำหน้าที่แบ่งพระธาตุให้กับกษัตริย์ทั้งหลายแต่ตนเองกลับ ซุกซ่อนพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาไว้ที่มวยผม พระอินทร์จึงลอบหยิบพระเขี้ยวแก้วนั้นอัญเชิญไปบรรจุไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์บนดาวดึงส์สวรรค์ซึ่งบรรจุพระเกษาของพระพุทธองค์ครั้งทรงผนวช


ปริเฉทที่ 28 มารพันธปริวรรต พระมหากัสสปะเกรงว่าพระสารีริกธาตุจะมีอันตรายจึงปรึกษากับพระเจ้าอชาตศรัตรูสร้างเจดีย์ครอบไว้ หลังจากนั้นอีก 218 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้รื้อสถูปและนำพระธาตุนั้นแจกจ่ายไปประดิษฐานตามเมืองต่างๆพร้อมทั้งสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลือ พระยาวัสดีมารจะเข้าทำลายพิธีเหล่าภิกษุสงฆ์จึงอัญเชิญพระอุปคุปต์มาปราบปราม


ปริเฉทที่ 29 ธาตุอันตรธานปริวรรต กล่าวถึงการเสื่อมสูญของพุทธศาสนาอันเกิดจาก

สาเหตุ 5 ประการ คือ

1. ภิกษุทั้งหลายขัดสนด้วยจตุปัจจัย พระไตรปิฎกไม่มีใครเรียนรู้

2. ภิกษุเกิดความเหนื่อยหน่ายที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์

3. เมื่อการปฏิบัติเสื่อมลงจะไม่มีผู้ใดบรรลุโสดาบัน

4. เมื่อภิกษุเสื่อมสูญมารยาท ผู้คนสิ้นความเลื่อมใสต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น

5. เมื่อความศรัทธาเสื่อมถอยไปหมดไม่มีใครบูชาพระธาตุที่ประดิษฐานในสถูปเจดีย์ต่างๆ